ตาดู
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรม เราแสวงหาสิ่งที่ความเป็นจริงในหัวใจของตนนะ
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เห็นคุณค่าของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยังบวชเป็นพระ เพราะบวชเป็นพระเป็นสมมุติสงฆ์ ไม่เข้าอยู่ในเกณฑ์ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม ถ้าเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ต้องอยู่ในรัตนตรัย
ถ้าเป็นมนุษย์ไง เป็นปุถุชนคนหนา เรามาบวชเป็นพระ เป็นสมมุติสงฆ์ๆ แล้วเราจะพยายามฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี่ไง ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี้ ความมหัศจรรย์ของจิตของมนุษย์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของสัตว์โลกที่เห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ มาบวชเป็นพระแล้วเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ
ถ้าเป็นสมมุติสงฆ์ๆ กิเลสตัณหาความทะยานครอบงำหัวใจของตน มันเป็นอลัชชี เป็นผู้ทำลายสงฆ์ แต่ถ้ามันเป็นสงฆ์ๆ มันเป็นผู้ที่ทะนุถนอมเก็บหอมรอบริบขึ้นมาให้มันเป็นคณะสงฆ์ขึ้นมา ไม่เป็นอลัชชี คนหน้าด้าน หน้าด้านไม่มียางอาย เป็นอลัชชี
แต่ถ้าเป็นพระๆ เป็นที่สาธุๆ สาธุ ประชาชนเขาต้องการภิกษุสงฆ์ ภิกษุสงฆ์เป็นผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสารมาบวชเป็นพระ เป็นนักรบจะรบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน
กิเลสๆ นั่นตัวร้ายนัก กิเลสๆ มันตัวร้าย กิเลสมันปลิ้นมันปล้อนไง ถ้ากิเลสมันปลิ้นมันปล้อน ปุถุชนคนหนา ทุกคนว่าเป็นคนดีๆ เป็นยอดมนุษย์ มนุษย์ที่สูงส่ง
นี่กิเลสมันปิดหูปิดตา เพราะกิเลสมันเป็นเราไง จะดีจะชั่วนะ มันกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งสิ้น ถ้าจะดีจะชั่ว ดีนั่นแหละ เพราะดีก็มีอวิชชาไง ดีก็มีกิเลสไง ดีก็อยู่ใต้อำนาจของพญามารไง อยู่ใต้วัฏจักรไง นั่นน่ะ ดีขนาดไหนมันก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แต่ก็ต้องอาศัยความดีนั่นน่ะสร้างคุณงามความดีของตนขึ้นมา
พระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย การสร้างคุณงามความดี สร้างคุณงามความดีจนเป็นจริตเป็นนิสัย ถ้าเป็นบัณฑิตๆ รู้จักผิดชอบชั่วดีไง สิ่งใดที่มันเป็นกิเลส สิ่งใดที่มันทำแล้วมันเป็นบาปเป็นกรรม วิบากกรรมมันให้ผลรุนแรงนัก ถ้ารุนแรงนักนะ เพราะอะไร
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง เราให้เชื่อกรรมไง พระพุทธศาสนาเชื่อกรรม ผลของกรรม กรรมคือการกระทำๆ ถ้าเป็นคนดี เขาสร้างคุณงามความดีของเขา คือกรรมดีของเขา ถ้ากรรมดีของเขา เขาทำสิ่งใดแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตของเขา เขาก็สร้างความดีของเขาต่อเนื่องกันไป
กรรมชั่วๆ ทำสิ่งใดแล้วขาดตกบกพร่องไปทั้งสิ้น แล้วก็จะทุจริต แล้วจะทำให้สมความปรารถนาของตน อย่างพวกหน้าด้าน พวกอลัชชีนั่นน่ะ เป็นความดีๆ
ถ้าเป็นทางโลกเขาว่าช่วงชิงไง ชิงดีชิงชั่ว
แต่ถ้าเป็นทางธรรม มันไม่มีชิงดีหรอก มันชิงชั่วทั้งนั้น ถ้าชิงดีๆ มันพยายามจะเอาชนะตนเอง ถ้าเอาชนะตนเอง เห็นไหม
เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระนี่สมมุติสงฆ์ๆ มันอยู่ที่จริตนิสัย ถ้าจริตนิสัยของคนสร้างคุณงามความดีของเรา คุณงามความดี ทำคุณงามความดีทิ้งเหว ไม่ต้องไปปรารถนาว่าทำคุณงามความดีแล้วใครจะเชิดชูบูชาไง
เชิดชูบูชานั่นน่ะ เดี๋ยวลมปากมันจะพาให้เสียทุกคน ถ้าใครต้องการสิ่งนั้น พอต้องการสิ่งนั้น เห็นเขามาเชิดชูบูชาแล้วก็อยากจะให้คนมาเชิดชูบูชา เชิดชูบูชาก็ต้องเอาอกเอาใจเขา มันก็เลยเป็นออเซาะฉอเลาะ ออเซาะฉอเลาะมันก็จะพากันลงเหว ลงเหวแล้วก็มันก็ลงนรกอเวจี
ถ้าสร้างคุณงามความดี เห็นไหม สร้างคุณงามความดี มันไปขัดหูขัดตาเขาทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น ทำคุณงามความดีของเรา ไม่ต้องไปห่วงใครทั้งสิ้น ทำความดีของเรา
เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเลย เวลาท่านจะประพฤติปฏิบัติ ใครเห็นไม่ได้ เสียลับ
คนหาย คนขึ้นกุฏิไปหมดแล้วท่านจะเดินจงกรม เขาเดินจงกรม ท่านอยู่บนกุฏิ นั่งสมาธิของท่านตลอดไป ไม่ให้ใครเห็น กลางวันไปทำทางจงกรมอยู่ในป่าลึกๆ นู่น นี่นักรบ ไม่ต้องอวดต้องอ้างว่าฉันคนดี ฉันทำดี
อวดอ้างว่าทำดี คนดีนั่นน่ะ รอให้เขาพูดว่า เออ! ท่านเป็นคนดี
เกือบตาย ตายแล้วเกิดใหม่ยังไม่เจอ ไปให้คนชม เมื่อไหร่เขาจะชมมึง
เรารู้เอง เราทำของเราเอง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เราก็รู้ เรานั่งมาทุกข์ยากขนาดไหน เราก็รู้ ถ้าเรารู้ของเรา เราสร้างคุณงามความดีของเรา ถ้าสร้างคุณงามความดีของเรา ถ้ามีอำนาจวาสนาของเรา มันจะรู้จักผิดชอบชั่วดี ก็จะเป็นสงฆ์ที่ดีงาม ถ้าสงฆ์ที่ดีงามแล้วจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะเอาจริงเอาจังของเรา ถ้าเอาจริงเอาจังของเรานะ ไม่ให้มันแลบออกไปข้างนอก
ถ้ามันแลบออกไปข้างนอก ศีลเป็นรั้วกั้น ถ้ารั้วกั้นของเราขึ้นมา เราทำความสงบของใจให้ได้ พยายามทำความสงบของใจของเรา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มันก็เป็นของบุคคลคนนั้นทำ มันจะทำแทนกันได้อย่างไร เราเห็นคนอื่นเขาทำคุณงามความดีก็ชื่นชมเขา
เวลาเราอยู่ในวงกรรมฐาน ถ้าใครประพฤติปฏิบัติได้จริงจังๆ ขึ้นมา เราก็ชื่นชมกัน ถ้าเป็นหมู่เป็นคณะกัน แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้าม มันคอยกีดคอยขวางนะ
ไอ้เรื่องอย่างนี้มันเป็นกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราทำของเรามา ถ้าเห็นสิ่งใด เราทำมาทั้งสิ้น เราหลบเราหลีกเอา เราหลบเราหลีก เราไม่ปะทะ แต่เรารู้
ใครจะกีดใครจะขวาง ใครจะทำชั่วอย่างไร รู้ ใครไม่รู้ อยู่ด้วยกันมันต้องรู้ แต่เขาไม่พูด เขาหลบเขาหลีกเอาไง เพราะเราไม่สร้างให้ความบาดหมางมันพยาบาทอาฆาต มันรุนแรงกันไปเรื่อยๆ แล้วไร้สาระ เราเป็นผู้ที่ฉลาดไง ฉลาดในอารมณ์ความรู้สึกของเรา เรารักษาของเรา เราดูแลของเรา
สิ่งที่กระทบกระทั่ง กรรมของสัตว์ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เขาทำของเขาแล้วมันได้กรรมได้เวรทั้งนั้นน่ะ กรรมดี กรรมชั่ว มันอยู่ที่การกระทำมันเกิดขึ้นแล้ว วิบากกรรมจะเกิดไปข้างหน้า แล้ววิบากกรรมเกิดขึ้นไปข้างหน้า เห็นไหม ในปัจจุบันนี้ในทางโลกเขาเรียก กรรมติดจรวด
ไอ้พวกทำชั่วๆ ถึงเวลามันตามมาทันทีเลยล่ะ เวลาตามมาทันที
“ทำไมมันไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรม”
มันเป็นธรรมตรงไหนล่ะ เอ็งทำทั้งนั้นน่ะ แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีใครเห็นไง แต่พ้นกรรมไม่ได้หรอก นี่ไง กรรม เวรกรรมเวลามันให้ผลขึ้นมา มันย้อนศรนะ มันเข้าถึงตัวเลยล่ะ แล้วถึงตัวแล้วทุกข์จนเข็ญใจ เวลาทุกข์จนเข็ญใจ บีบคั้นหัวใจ เป็นของใคร ก็ของคนคนนั้นน่ะ หน้าชื่น อกตรม
แต่ของเรา เราทำคุณงามความดีของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา สมมุติสงฆ์ๆ เราเป็นสงฆ์โดยสมมุติไง สมมุติบัญญัติๆ สมมุติแล้วก็มาเรียนบัญญัติ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียนแล้วก็เป็นกติกา เป็นกติกากับตนเอง นี่เราตั้งใจของเรา เวลาเข้าพรรษาๆ ธุดงควัตรนั่นน่ะ เราก็ตั้งกติกากับเรา ศีลในศีล ศีล ๒๒๗ แล้วเรายังมักน้อย สันโดษ
มักน้อย มักน้อยสิ่งที่มันจะไปกระตุ้นกิเลส มักน้อยสิ่งที่มันจะทำให้กิเลสฟู มักน้อย
สันโดษ ไปคลุกไปคลี ไปมั่วไปสุม ติรัจฉานวิชา วิชาทำให้เนินช้า ไอ้พูดคุยโม้กันน่ะ ไอ้ที่จะเป็นวิชาการร้อยแปด ติรัจฉานวิชา วิชาทางโลกๆ
ศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ นี่วิชชา วิชชาจะไปกำจัดอวิชชา
อวิชชาคือความไม่รู้ในตัวมันเองไง มันไม่รู้ในตัวมันเองทั้งสิ้นไง
สมาธิก็ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ แล้วก็สมาธิ เถียงกันเรื่องสมาธิปากเปียกปากแฉะ
สมาธิทำไมต้องเถียงกัน น้ำเต็มแก้วก็แก้วใครแก้วมัน สมาธิก็เป็นสมาธิ จิตสงบก็รู้ว่าจิตสงบ สงบแล้วไม่ติดในสมาธิด้วย
ไอ้ที่สงบแล้วติดในสมาธิ นิพพานเป็นเช่นนี้เอง ว่างหมดเลย
ว่างหมดเลยก็ไม่มีอะไรเลยไง
นี่ไง สมาธิไง พุทโธๆๆ มันปล่อยวางเข้ามาๆ มันมีเหตุมีผลอะไร นี่มันขั้นของสมถะไง ขั้นของสมถะคือทำให้จิตเป็นอิสระไง ไม่ให้กิเลสมันครอบงำไง ถ้าขั้นสมถะ เห็นไหม
นิวรณธรรม ความง่วงเหงาหาวนอน ก็วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันวุ่นมันวายในหัวใจนั่นน่ะ นั่นน่ะนิวรณธรรม นิวรณ์ทั้งสิ้น
สมถะๆ กำจัดนิวรณ์ออกจากหัวใจของตน กำจัดความลังเลสงสัย กำจัดว่าไอ้นั่นเป็นนิพพานไม่นิพพาน
นิพพานไม่นิพพาน มันรู้ของมันนะ ถ้าสติปัญญามากขึ้น เพราะอะไร
จากสติมันจะเป็นมหาสติ
ปัญญา ปัญญาโง่ๆ พอมันฉลาดขึ้นเป็นปัญญาอบรมสมาธิ พอปัญญาอบรมสมาธิมันเป็นสมาธิ อ๋อ! สมาธิ เห็นไหม ปัญญามันจะเป็นมหาปัญญา
สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาแต่ละชั้นแต่ละตอน คนที่ภาวนาแล้วนะ มันมหัศจรรย์กับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมมันเลอเลิศ มันมีคุณค่าขนาดนั้น แล้วเวลาจิตมันเป็น มันใช่จริงๆ แล้วมันใช่เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันใช่จากใจเรา แล้วเรารู้แล้ว ไปพูดกับใครมันก็ว่าเราบ้าไง
มึงไม่รู้หรือ วิชาการเขาทำวิจัยแล้ว มันอยู่ในตำรา มันชัดมันเจน
ไอ้นั่นก็เรื่องของมึง เรื่องของเรามันเป็นเรื่องของหัวใจ เรื่องของความเป็นจริง
แล้วถ้าทำความสงบของใจเข้ามา เราบวชมาเป็นพระ เราเป็นนักรบ เราจะรบกับกิเลสของตน แล้วจะไปรบที่ไหนไง
ถ้ารบที่ไหน เราก็พยายามทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบ เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา โลกียะ เรื่องโลกๆ เรื่องหัวใจของเรา เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องตัวตนนี่แหละมันทุกข์มันยาก มันบีบมันคั้น
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเลอมันเลิศไง เวลาเราตรึกในธรรมๆ เรามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา แล้วเราเปรียบเทียบกับธรรมะ นั่นน่ะคือปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาอบรมสมาธิคือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันมีเหตุมีผล มันเหนือกิเลสทั้งนั้นน่ะ แต่มันเหนือกิเลส มันก็เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
เรามีสติเท่าทันมัน เรามีสติปัญญา เห็นไหม ศึกษาแล้วมีความรู้ มีความรู้ รู้ในพระพุทธศาสนา เอาธรรมะในพระพุทธศาสนามาใคร่ครวญไตร่ตรอง มันก็มีเหตุมีผลเหนือกว่ากิเลสในใจของตน มันสู้ไม่ได้หรอก มันอาย มันก็หยุด มันก็ปล่อย นั่นเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันก็เป็นปัญญาโลกๆ นี่แหละ
ถ้าพอจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันบอกว่า โอ๋ย! บรรลุธรรม เพราะมันปล่อยหมดเลย มันว่างเลย
ซึ่งๆ หน้า ต่อหน้าต่อตา ยังไม่รู้จักกิเลส ซึ่งๆ หน้า กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส เป็นอันเดียวกัน กิเลสกับเราเป็นอันเดียวกัน แล้วกิเลสมันก็อ้างธรรมะไง
ซึ่งๆ หน้า ต่อหน้าต่อตา งงน่ะ ไม่รู้อะไรเลย ว่าง อู๋ย! ปล่อยวาง
นี่มันเรื่องมารยาสาไถย มันเรื่องโลกๆ ต่อหน้าต่อตา มันยังไม่รู้ไม่เห็นของมันเลย ไม่รู้ไม่เห็นคืออะไรล่ะ
อวิชชาไง ก็ไม่รู้ไง ไม่รู้มันจะรู้ได้อย่างไร เพราะมันไม่รู้ ทั้งๆ ที่กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสอยู่นั่นน่ะ ทั้งๆ ที่มันปล่อยวางนิวรณธรรมเข้ามานั่นแหละ
นิวรณธรรม คือสมถะ คือพยายามตรวจสอบการกำจัดนิวรณธรรมของเรา พอมันเป็นสัมมาสมาธิ ต่อหน้าต่อตา ต่อตา ตาเห็นชัดๆ แต่ไม่รู้ ตาเห็นชัดๆ เคลิ้มไปเลย “มันเป็นธรรม ธรรมเป็นเรา เราเป็น”
มึงจะบ้าหรือ สติปัญญามึงอยู่ไหน
ต่อหน้าต่อตายังไม่รู้จัก อาหารหยิบใส่ปากเคี้ยว ยังไม่รู้คืออะไรเลย โอ๋ย! รสชาติมันดี แล้วมันคืออะไร
ก็มึงไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร ก็เอ็งไม่รู้
แต่ถ้าเขารู้ เขาขุดคุ้ย เขาค้นคว้า เขาแสวงหา ต่อหน้าต่อตาต้องรู้ว่านั่นคืออะไร
เวลาถ้าไม่รู้ๆ ว่าเวลาจิตสงบแล้วพิจารณากายสิคะ
ก็ทำกันเป็นจินตนาการ พอทำกันเป็นวิทยาทาน ปฏิบัติเป็นพิธี พิธีปฏิบัติ ปฏิบัติเป็นพิธีนะ
บวชพระ บวชพระเป็นพิธี เป็นประเพณีวัฒนธรรม เวลาครอบครัวของชาวพุทธ พระพุทธศาสนา เวลามีครอบครัวแล้วมีลูกชาย มีลูกชาย พ่อแม่ก็อยากจะพึ่งผ้าเหลือง ก็อยากให้ลูกชายบวช ก็บวชเป็นประเพณีไง โอ้โฮ! จัดงานยิ่งใหญ่ มีคอนเสิร์ต โอ้โฮ! กิจกรรมประเทศชาติหวั่นไหวเลยล่ะ เพราะบุคคลมีบุญมาบวช
ก็ประเพณี บวชแล้วก็เป็นพระ พระยกเข้าหมู่ ยกเข้ามาอยู่ในสงฆ์ ถ้าเป็นสงฆ์ที่ดีงาม ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม
อุปัชฌาย์ก็บอกแล้ว เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ รุกขมูลเสนาสนํ อยู่รุกขมูล สัปปายะ บวชกับอุปัชฌาย์แล้ว ถ้ากลับไปอยู่วัด ถ้ามีครูบาอาจารย์ ถือนิสัยครูบาอาจารย์ไง แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง นี่ไง ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่ภาคปฏิบัติ มันไม่ใช่วัฒนธรรมประเพณี
ประเพณีนี้ก็เป็นประเพณีอันหนึ่ง แต่เวลาเป็นจริงเป็นจัง มันเกิดจากมรรค ๘ มันเกิดจากสัจธรรมที่เราฝึกหัดปฏิบัติของเรามานี่ไง ถ้ามันจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา มีศีลมีธรรมขึ้นมาหรือไม่
นี่ศีลก็เป็นศูนย์ เวลาเป็นศูนย์แล้วทำอะไรก็ได้ นี่ไง มันปล่อยวาง มันไม่มีเจตนา นี่ไง มันเป็นแค่กิริยา เราไม่รู้อะไรกับมันเลย
ก็ไม่รู้ก็ไม่ได้อะไรเลย อวิชชา ก็ไม่รู้ ก็ไม่มีเจตนาอะไรเลย
ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ พระโสณะเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก พระจักขุบาลตาจะบอด ให้มันบอดไป ตาบอดพร้อมกับกิเลสตาย
เราทำจริงทำจังอะไรบ้าง
พอเป็นพิธีๆ ก็บวชเป็นพิธี ทำเป็นพิธีเท่านั้นน่ะ ถ้ามันจะไปเอาจริงเอาจังขึ้นมา เอาตายเข้าว่า ถ้ามันลงไม่ได้ มันจะเป็นอย่างไร ลงไม่ได้ กิเลสมันกีดมันขวางอยู่ที่ไหน ต่อตา ตาใส ตาบอดแสง
ต่อตามันอยู่กับเรา กิเลสอยู่กับเรา กิเลสมันอยู่กับจิต แล้วกิเลสมันอยู่ที่เอ็งเดินจงกรมนั่นแหละ กิเลสมันอยู่ที่เอ็งนั่งภาวนานั่นน่ะ กิเลสที่มันว่างๆ นั่นแหละ กิเลสทั้งนั้น
ต่อหน้าต่อตา ยังให้มันปลิ้นปล้อนได้
ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่าแก่นกิเลสหรือ
กิเลสร้ายนัก แก่นของกิเลส ไม่อย่างนั้นเจ้าวัฏจักรได้อย่างไร
ดูไอ้คนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสูงส่งขนาดไหน ไอน์สไตน์นั่นน่ะ เก่งขนาดไหนอยู่ใต้อำนาจมารหมดเลย
คนที่เกิดก็มีอวิชชาทั้งสิ้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสูงส่งขนาดไหนในสังคม ทั้งนั้น
ที่ไหนมีการเกิด ที่นั่นมีความทุกข์ ที่ไหนมีการเกิด ทุกข์ตามมาทั้งนั้น แล้วทุกข์ตามมาแล้วก็อยู่ที่วาสนาของคนทำดีทำชั่วนั่นน่ะ ทำดีทำชั่วขึ้นมามันก็ให้ผลทำดีทำชั่ว จะนับถือลัทธิศาสนาใดก็แล้วแต่ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่พระพุทธศาสนามีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ถึงรัตนตรัย
ถ้าเป็นเทวดา มันก็เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งของเขาขึ้นไป เพราะด้วยการทำบุญกุศลต่อเนื่องไป เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ผลของวัฏฏะ รู้แต่ละมิติ รู้แต่ละภพแต่ละชาติ
แล้วรู้แต่ละภพแต่ละชาติ ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทวดาองค์นั้นก็มา เทวดาชั้นนั้นก็มา พรหมชั้นนั้นก็มา มาเฝ้า มาฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาสมัยฯ เวลาสวด มาหมด พระพุทธเจ้าเป็นคนพูดเอง นี่ไง เพราะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไง
ลัทธิศาสนาอื่นอยู่ในใต้เจ้าวัฏจักรทั้งสิ้น แต่ความเชื่อของเขา ศรัทธาของเขาก็ศรัทธาของมนุษย์ไง นี่ไง ศรัทธา ศรัทธาเป็นสามัญสำนึกของคน ถ้าคนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ศรัทธาๆ ศรัทธาแล้วศึกษาค้นคว้าไง
ศรัทธาๆ ฉันมีศรัทธามาก ฉันเชื่อในพระพุทธศาสนามาก ฉันบรรลุธรรม
ไม่มี ไม่มีหรอก บรรลุธรรมๆ
ศรัทธาเป็นส่วนศรัทธา เวลามันจะบรรลุธรรมได้ด้วยภาวนามยปัญญาเท่านั้น ภาวนามยปัญญา จิตดวงใดไม่มีมรรค จิตดวงนั้นไม่มีผล
เวลาภาวนาๆ ตะครุบเงานั่นน่ะ จับกบจับเขียดนั่นน่ะ จับปลาช่อนปลาไหล จับอยู่นั่นน่ะ แล้วบอกว่า นั่นเป็นธรรมๆ
หา?
ปลาช่อนปลาไหลเขาเอาเข้าครัวนะ เอาไว้เลี้ยงร่างกาย แต่วิชาการจับปลาช่อนก็ยังมี การตกปลา การจับปลา เขาก็มีเทคโนโลยีของเขานะ ชาวบ้านท้องถิ่นเขาจับปลาโดยความชำนาญของเขา ในความรู้ท้องถิ่นของเขา เขาก็ยังมีปัญญา
ไอ้นี่จับปูจับปลาอยู่ โอ๋ย! ภาวนาๆ
จิตตภาวนา ไม่อย่างนั้นมันไม่มีสุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา
โลกียปัญญาๆ พูดร้อยแปดพันเก้า อันนี้โลกียะ อันนู้นโลกุตตระ
จริงหรือ
โลกียะกับโลกุตตระ ถ้าโลกุตตระ เวลาครูบาอาจารย์ท่านขณะของท่านที่มันนิโรธ มันดับทุกข์ โลกธาตุไหวหมดเลย ๓ โลกธาตุสะเทือนหมดเลย นั่นน่ะเวลามันเป็นจริงขึ้นมา มันหวั่นไหวที่ไหน โลกธาตุที่ไหนมันหวั่นไหว ภวาสวะ ภพไง หัวใจเคลื่อนที่หมดเลย มันกระเทือนหมด เวลามันกระเทือนถึงกิเลสน่ะ
ถ้ามันต่อหน้าต่อตายังไม่รู้ ปฏิบัติบอดตาใส ตาบอดตาใสมันไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ปฏิบัติไปโดยให้กิเลสมันจูงจมูกนั่นน่ะ ต่อหน้าต่อตา กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ถึงไม่รู้สิ่งใดเลยไง
ถ้าไม่รู้สิ่งใด ครูบาอาจารย์ถึงได้ให้มีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ให้เป็นเครื่องอยู่ของใจๆ ให้ใจมันมีที่พักที่อาศัยของมัน แล้วพยายามทำความสงบของใจให้ได้ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้าสมถกรรมฐาน
ถ้ามันว่างๆ ว่างๆ สติสัมปชัญญะอยู่ไหน ว่างๆ ตัวมันว่างอย่างไร ชำนาญในวสี เวลาเข้าเวลาออกไง
เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาจิตเสื่อมๆ เวลามันมีศรัทธาความเชื่อมันก็รื่นเริงอาจหาญนะ เดี๋ยวพอกิเลสมันครอบงำ โอ้! ธรรมะมันจะมีอยู่จริงหรือ มรรคผลนิพพานมันหมดแล้วแหละ ทำไปก็เหนื่อยแทบเป็นแทบตาย ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
ก็เอ็งทำไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันไง คนที่เขาทำเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เขาได้ของเขา คนที่ทำเป็นชิ้นเป็นอัน
นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีกำมือในเรา แบตลอดเลย รอคนจริง รอคนจริงเข้ามาหามัน รอคนจริงเข้ามาค้นคว้า
แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ
ซึ่งๆ หน้า ยังให้มันตลบตะแลง ซึ่งๆ หน้า ต่อหน้าต่อตา มันยังพลิกแพลงเอาไปเป็นประโยชน์มันได้ทั้งหมด
บวชเป็นพระ เสียสละความเป็นฆราวาส เสียสละความเป็นเสรีภาพในทางโลกที่จะดำรงชีพอย่างไรก็ได้ เสียสละมา มาบวชเป็นพระ ศีล ๒๒๗ บวชเป็นพระแล้วยังเป็นพระปฏิบัติอีกต่างหาก ฉันอาหารมื้อเดียว แล้วฉันมื้อเดียวแล้ว เวลานั่งสัปหงกโงกง่วง หาเหตุหาผลแล้วมันก็มาจากธาตุ ๔ ธาตุขันธ์ทับจิต แล้วเวลาอดนอน ผ่อนอาหารขึ้นมาแล้วเพื่ออะไร
ก็เพื่อให้ธาตุขันธ์ไม่ไปทับจิต ให้จิตมันมีโอกาสของมัน แล้วบริกรรมของมันให้ได้ ถ้าบริกรรมให้ได้ เวลามันเป็นสัมมาสมาธิ มันสุขสงบเข้ามา เวลาสุขสงบเข้ามาแล้ว มันเพราะเหตุใดน่ะ
พุทโธ ปัญญาอบรมสมาธิ มันมีที่มาที่ไป มีที่การกระทำ
ว่างๆ ว่างๆ นึกให้ว่างก็ได้ นั่งเฉยๆ ก็ว่าง ขับถ่ายก็ว่าง
แต่ไอ้นี่มันมีสติสัมปชัญญะว่างอย่างไร มันมีความสุขอย่างไร เวลามันมีความสุขของมัน เวลามันคลายออก เพราะอะไร
เพราะสมาธิมัน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สมาธิมันต้องเสื่อม มันคลายออกทั้งนั้น เวลาสมาธิเข้าไปถึงฐานของมัน มันมีความสุขอย่างไร เวลามันคลายตัวออกมาแล้วมันเป็นอย่างไร มันจะมีความสุขอยู่อย่างนั้นตลอดไปมันเป็นไปได้อย่างไร
เศรษฐีไม่เคยจนเลย เป็นไปได้อย่างไร เศรษฐีเขาไม่จนเพราะเขารู้จักประหยัดมัธยัสถ์ รู้จักรักษาทรัพย์ของเขา เขาทำมาหากินของเขา เขาเพิ่มทรัพย์ของเขา เศรษฐียังเป็นเศรษฐีไง เศรษฐีจะดำรงสถานะของเศรษฐีได้ เขามีปัญญา มีความประหยัดมัธยัสถ์ เขาไม่ให้ใครมาฉ้อโกง ไม่ให้ใครมาลักชิง ไม่ให้ใครมาปล้นมาสะดม เขาถึงรักษาทรัพย์ของเขาได้ นี่ทรัพย์นะ
สมาธิๆ สมาธิมันคลายออกหมดแหละ มันเสื่อมทั้งนั้นน่ะ ฉะนั้น มันเสื่อมทั้งนั้น นี่ไง เขาถึงมีข้อวัตรปฏิบัติไง เขาถึงดูนักปฏิบัติไง ว่าข้อวัตรของเขา เขาอยู่ในศีลในธรรมหรือไม่ ถ้าอยู่ในศีลในธรรม นั่นซื่อสัตย์ซื่อตรงกับรัตนตรัย ลงในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือการรักษาใจของตน รักษาใจ มันผูกใจไว้ ผูกใจไว้กับข้อวัตรปฏิบัติ ผูกใจไว้กับพุทโธ ผูกใจไว้
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า เลี้ยงวัว วัวผูกกับวัวปล่อย วัวปล่อยคือไปเลี้ยงในป่านั่นน่ะ ถึงเวลาก็เอาเกลือไปให้มันกิน ถึงเวลาก็ไปเอามันกลับมาใช้งาน ก็คอยไปดูแลมันอยู่ในป่านั่นน่ะ เวลาจะใช้มันก็ต้องวิ่งไปหามัน เวลาวัวมันได้ยินเสียงเจ้านาย มันวิ่งมาหาเลยล่ะ เพราะมันอยากจะมากินเกลือ
นี่ไง นี่เหมือนกัน แต่ของเราไม่อย่างนั้น เราผูกไว้ด้วยความชำนาญในวสี พอมันชำนาญในวสี มันจะเข้าจะออกได้ สมาธิมันถึงจะรักษาไว้ได้
ไอ้สมาธิที่จะเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วสมาธิที่เห็นสติปัฏฐาน ๔ มันมีมาตรฐานแค่ไหน แล้วมาตรฐานที่รักษาไว้ มีเงินไม่พอซื้อสินค้าไม่ได้ตามราคาของสินค้านั้นน่ะ
ถ้าสมาธิมันจะเสื่อมอย่างไรถ้าเรามีเหตุมีผลของเรา ถ้ามีเหตุมีผลของเรา มันจะไล่ให้มันเสื่อมมันยังไม่เสื่อมเลย แต่ไม่เสื่อมแล้วจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร
เพราะมีสติปัญญา มันบรรลุธรรมๆ ธรรมตรงไหน ธรรมอะไร
ต่อตา ต่อหน้าต่อตา มันอยู่ด้วยกันน่ะ ตาก็มีกิเลส หูก็มีกิเลส มันต่อหน้าต่อตา มันก็มีกิเลส กิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลสไง
แต่ถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เวลามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต ถ้าเห็นเป็นธรรม ถ้ามันเห็น มันจะเห็นกิเลส มันรู้เลย มันสะเทือนกิเลสเลยล่ะ
พอสะเทือนกิเลส เห็นไหม จากกิเลสเป็นเรา กิเลสกับเรา เออ! อันนั้นเป็นกิเลส อันนี้เป็นจิตสงบ เออ! มันคนละอันกันเว้ย
ไม่อย่างนั้นกิเลสมันตายได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นกิเลสมันขาดไปได้อย่างไร
กิเลสมันอยู่กับจิตนั่นแหละ แต่มันโดนวิปัสสนาญาณคลี่คลาย สำรอกคายมันออก ดั่งแขนขาด มันขาดออกไปจากจิตน่ะ มันขาดออกไปจากจิต
หลวงปู่เจี๊ยะพูดประจำ “แล้วมันเหลืออะไรล่ะ”
จิตที่เป็นปุถุชนคนหนาที่มันแบกรับภาระ แบกรับกิเลสตัณหาความทะยานอยากไว้เต็มหัวใจ กับจิตที่มันปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนคนหนาแบกรับภาระกิเลสไว้เต็มหัวใจ เวลามันทำความสงบของใจมาบ้าง เป็นกัลยาณชนไง ถ้าเป็นกัลยาณชนแล้ว ทำความสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเห็นกิเลส เห็นสติปัฏฐาน ๔ ถ้ามันเห็นกิเลสของมัน กิเลสไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กิเลส
แล้วจะทำอย่างไรให้กิเลสมันสิ้นไปจากใจล่ะ
ถ้ากิเลสจะสิ้นไปจากใจ ก็วิปัสสนาคือความรู้แจ้งในกิเลสของตนไง
ถ้าความรู้แจ้งในกิเลสตน มันเกิดจากอะไรล่ะ
มันก็เกิดจากสมถกรรมฐานไง ถ้ามันไม่เกิดจากสมถกรรมฐาน มันจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรไม่เป็นกิเลสไง
ถ้ามันไม่รู้ว่าอะไรเป็นกิเลส อะไรไม่เป็นกิเลส แล้วมันจะภาวนาอะไรกันน่ะ
นี่ต่อตานะ ต่อหน้าต่อตาไม่รู้หรอก ภาวนา นักภาวนาไม่รู้ รู้ไม่ได้
ถ้ารู้ได้ เขาจะเป็นกัลยาณชน ถ้ารู้ได้ เห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม
ไอ้นี่พิจารณากายๆ กายอะไรของมึง มันเหมือนกับเด็กๆ มันเล่นขายของ
เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ จริงตามสมมุติ ชีวิตนี้สมมุติ แต่มันจริงนะ
ธุรกิจการค้า ตามกฎหมาย มันก็จริงตามกฎหมาย มีกฎหมายรองรับ มีกฎหมายตัดสิน นั่นสมมุติทั้งนั้น จริงตามสมมุติ แล้วไปดูเด็กมันเล่นขายของ มันก็สมมุติซ้อนเข้าไปอีกนะ เออ! มันเล่นขายของ มันเล่นทำธุรกิจ อู๋ย! มันมีกำไรขาดทุน
พิจารณากายของเราก็เหมือนเด็กเล่นขายของนั่นแหละ เด็กมันเล่นขายของไม่มีกติกา มันรวมหัวกันจะเล่น แล้วมันก็สมมุติว่าใครเป็นอะไร
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน กิเลสกูก็สมมุติว่าเป็นกิเลสไง อันนี้เป็นกิเลส แล้วกูก็ปล่อยวางมึงนะ
กูสมมุติว่านี่คือกิเลส แล้วกูพิจารณาแล้วกูก็วางกิเลส พอพิจารณากายๆ ก็กูนึกกายขึ้นมา ใครก็นึกได้
แต่ถ้าใจสงบแล้ว กิเลสจริงๆ มันเป็นสังโยชน์ กิเลสจริงๆ มันเครื่องร้อยรัด แก่นของกิเลส กิเลสนี้ร้ายนัก กิเลสในหัวใจของคน แล้วหัวใจของคนที่อ่อนแอ สร้างอำนาจวาสนามาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ไง แต่ไม่ใช่เหมือนหัวใจของครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น
ท่านเห็นใจของท่าน ท่านรู้ถึงว่าความจริงแท้และความปลิ้นปล้อนของกิเลส ความควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ถึงกับต้องมาฝึกหัดปฏิบัติ มาพลิกแพลงจนจิตสงบแล้วจับต้องได้ตามความเป็นจริง เออ! อย่างนี้สิ มันเป็นชิ้นเป็นอัน มันรู้จริงเห็นจริง มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วมันปฏิบัติไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป
นี้เพราะอะไร
วาสนาของคน ถ้าวาสนาของคนมีความซื่อสัตย์ เขาสัจจะกับตัวเขา เขาสัจจะคือเราแสวงหาความจริง เราไม่ใช่เด็กเล่นขายของ นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครๆ ก็ศึกษาค้นคว้าได้ แล้วศึกษาค้นคว้า จิตใจที่อ่อนแอ เขาก็ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ ศึกษาค้นคว้าแล้วเป็นจินตนาการทั้งสิ้น มันไม่เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา
ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาจิตสงบแล้วฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา นั่นเกิดภาวนามยปัญญา ซึ่งๆ หน้า กิเลส
เวลาซึ่งๆ หน้า ปฏิบัติธรรมเกือบเป็นเกือบตาย เกิดสมาธิขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัติให้มันมีความมั่นคง แล้วเวลาน้อมไปเห็นกาย นี่เป็นวิปัสสนา วิปัสสนามันอาศัยฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ความเป็นสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน ปัญญาจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากพื้นฐานนั้น แล้วฝึกหัดให้มันใช้ขึ้นมา
ปัญญาที่จะเกิดเอง ปัญญาที่มันจะลอยมาจากฟ้า ปัญญาเพราะเรามีการศึกษามาก ปัญญาเพราะเรามีเชาวน์ปัญญา
ไร้สาระ
ปัญญามันเกิดจากธรรม มันถึงเกิดภาวนามยปัญญาไง แล้วปัญญาเกิดจากธรรม เวลามันวิปัสสนามันถึงเป็นธรรมไง
ไอ้ของเรา “พิจารณากายสิคะ” เหมือนเด็กเล่นขายของ นี้มันเป็นเพราะวุฒิภาวะอ่อนแอ นี่ไง การกระทำของคนไม่มีสัจจะ สัจจะของคนมันไม่มี สัจจะของคนวาสนามันสร้างมาอ่อนแอ เพราะความอ่อนแอ เพราะมันเห็นเป็นจินตนาการขึ้นมา มันเห็นได้ทั้งนั้นน่ะ
เห็นสินค้าทางโลกไหม ถ้ามีของจริงก็มีของเทียม สินค้าเลียนแบบเยอะแยะเลย แล้วสินค้าเลียนแบบขายถูกๆ ยี่ห้อเดียวกัน เหมือนกัน แบรนด์เนมซื้อที่ไหน กูทำดีกว่าด้วย ดีกว่าของจริงอีก แต่กูของเทียม
นี่ก็เหมือนกัน เวลากิเลสมันพลิกแพลงไง ซึ่งๆ หน้า ต่อหน้าต่อตา ให้กิเลสมันลากไปทั้งสิ้น โดยที่ไม่มีวาสนาใดๆ เลย
บวชมาเป็นพระเหมือนกัน ศึกษาธรรมวินัยพระไตรปิฎกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่หัวใจที่คลอนแคลน หัวใจที่อ่อนแอ ไม่มีจุดยืนของตน ไหลให้กับกิเลสมันพลิกแพลงไป แล้วไปทำประพฤติปฏิบัติเหมือนเด็กเล่นขายของ เด็กไร้เดียงสามันเล่นกัน แล้วเราก็ไปปฏิบัติเล่นๆ แบบเด็กเล่นไร้เดียงสา
“จิตสงบแล้วพิจารณากายสิคะ พอพิจารณากายแล้ว อู้ฮู! กายมันแปรสภาพสิคะ”
อาม่าตอนนี้ ๒๐๐–๓๐๐ ล้าน อาม่า เขาทำเป็นชีวิตของชาวจีนอพยพ ว่ามาอยู่ในวัฒนธรรมอย่างนั้น มีนิสัยใจคออย่างนั้น ๒๐๐–๓๐๐ ล้าน อาม่า หลานม่า หลานม่านั่นน่ะ
นั่นแค่ดูนิยายปรัมปราเขาเล่าว่ายังสะเทือนใจขนาดนั้น นี่ปฏิบัติทำไมจะไม่เป็น มันก็เป็นของมันน่ะ แต่มันก็เป็นแค่นั้น มันเป็นเขาเล่าว่า เขาว่า เป็นจริงหรือ
ถ้าเป็นจริง ถามมา หลวงปู่มั่น ถามเลย
เวลาถามมาๆ จิตสงบอย่างนี้ เวลายกขึ้นสู่วิปัสสนาเห็นกายอย่างนี้ เห็นเวทนาอย่างนี้ จิตอย่างนี้ พิจารณาแล้วมันปล่อย มันแยกอย่างนี้ ถ้ามันก่อนหน้านั้นที่มันแยกไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันพิจารณาไปแล้วมันอั้นตู้ พิจารณาไปแล้วมันไปไม่ได้ พอมันไปไม่ได้ ผมก็กลับมาทำสมาธิ พอสมาธิมันมีกำลังขึ้นมา ผมกลับไปพิจารณาใหม่ อู๋ย! มันทะลุทะลวงขึ้นไปเลย แล้วมันปล่อยแล้วปล่อยเล่า ปล่อยอย่างไรมันก็ยังไม่มีผล ไม่มีคำตอบ นี่มันไม่ถึงที่สุดไง เพราะอะไร
เพราะไม่มีขณะไง เพราะที่มันปล่อยๆ เป็นตทังคปหาน คือมันการปล่อยวางชั่วคราวๆ คำว่า “ชั่วคราวๆ” เพราะมีกำลังเท่านี้ ทำได้อย่างนี้ ก็ฝึกหัดปฏิบัติไป เพราะอะไร เพราะเราไม่มีความสามารถจะได้ขนาดนั้น ถ้ามีความสามารถได้ขนาดนั้น ถ้ามันเข้าถึงฐีติจิต เข้าถึงจิต เห็นไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อที่หัวใจดวงนั้น
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถาม จิตเป็นอย่างไร จิตพิจารณาอย่างไร
เวลาพิจารณาของมันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันเข้าถึงฐาน เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงบ้านกิเลสไง กิเลสมันหลบไปในบ้าน มันหลบไปในส้วม มันหลบไปในครัว เปิดประตูบ้านยังไม่เห็นมันเลย
ต่อหน้าต่อตา ต่อตา ดูด้วยตาเนื้อ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะจักขุญาณ จักขุญาณไม่ใช่ตาเนื้อ จักขุญาณตาของใจ ใจที่มีหูมีตา มีตาที่เป็นสัจธรรม มีตาที่เห็นแยกแยะมาด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา
เวลามันต่อหน้าต่อตา เกิดจักขุญาณ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น
เกิดขึ้นเพราะกิเลสมันขัดมันแย้ง กิเลสมันพลิกมันแพลง
เวลาสติปัญญามันเท่ามันทันของมัน มันพิจารณาของมัน แยกของมัน วิปัสสนาคือการรู้แจ้ง คือการพิจารณาแยกแยะให้มันรู้แจ้งรู้จริงตามความเป็นจริงไง
ถ้ารู้แจ้งรู้จริง กิเลสมันของจอมปลอม กิเลสมันเป็นสมมุติ กิเลสมันจริงตามสมมุติ แต่เวลาถ้ามันรู้แจ้งรู้จริงตามวิปัสสนา สิ่งที่ความรู้จริงนั้นเข้าไปขยาย เข้าไปแยกเข้าไปแยะไง กิเลสมันหลบกิเลสมันหลีก กิเลสมันพลิกมันแพลง จนกิเลสมันทรงไว้ไม่ได้ กิเลสมันตายต่อหน้า ยถาภูตัง เกิดญาณทัสสนะ กิเลสตาย ตายต่อหน้า ตายชัดๆ
ไอ้นี่ไม่มีกิเลส บรรลุธรรม กิเลสก็ไม่มี ผลของการประพฤติปฏิบัติก็ไม่มี กิเลสมันจะตาย ไปตายตรงไหนก็ไม่รู้ กิเลสมันตายตั้งแต่ผมเกิดน่ะ เกิดมากิเลสมันตายแล้ว เกิดมานี่ไม่มีกิเลสเลย
เป็นความเพ้อเจ้อเพ้อฝัน ต่อหน้าต่อตา อยู่ด้วยกันก็ไม่รู้จักกัน กิเลสอยู่กับตนก็ไม่รู้จักตน ปัญญาที่จะเกิดขึ้นก็ไม่มี วิปัสสนาที่รู้แจ้ง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับจิตก็ไม่มี จิตที่มันจะรื้อจะค้นก็ไม่รู้จัก ทำเอาตามแต่ตามความพอใจ ไร้เดียงสา เหมือนเด็กเล่นขายของ ต่อหน้าต่อตากิเลสเป็นเรา เราเป็นกิเลส ก็เลยเป็นกิเลสทั้งตัว ปฏิบัติเพื่อกิเลส ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อธรรม เอวัง